วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กำลังพลทหารช่างจากกองพลพัฒนาที่ 3 ร่วมกับชุดช่างจิตอาสาจากหน่วยทหารช่างในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 เดินหน้าปฏิบัติภารกิจซ่อมแซมและเสริมพนังกั้นน้ำชั่วคราวกึ่งถาวรตลอดแนวลำน้ำสายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำหลากและน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนสำคัญของอำเภอแม่สายโดยล่าสุด ภาพรวมการดำเนินงานมีความคืบหน้าแล้วร้อยละ 41.16 ท่ามกลางการเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนที่อาจส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝนปีนี้.
นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เปิดเผยว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคืออาคารที่กีดขวางทางน้ำ ทั้งอาคารราชพัสดุและอาคารเอกชนรวม 14 จุด แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจและยินยอมให้รื้อถอน แต่ยังติดปัญหาด้านระเบียบราชการและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ.
“อาคารของธนารักษ์ยังไม่ได้เพิกถอนจึงยังรื้อไม่ได้ ส่วนประชาชนที่ยินยอมให้รื้อถอน ก็ต้องมีการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยหรือเงินชดเชย เพราะหลายครอบครัวยังไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ตรงนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินงาน”.
นอกจากนี้ นายอำเภอแม่สายยังชี้แจงถึงประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดแม่น้ำสายยังไม่มีการขุดลอก โดยระบุว่า แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ การดำเนินการใด ๆ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งไทยและเมียนมา ผ่านคณะกรรมการชายแดนร่วม หรือ JCR.
ทั้งนี้ แนวเขตแดนบริเวณแม่น้ำสายได้มีการกำหนดโดยใช้ร่องน้ำลึกตามข้อตกลงเมื่อปี 2530-2531 และมีบันทึกความตกลงเพิ่มเติมในปี 2535 ส่งผลให้บางพื้นที่ริมแม่น้ำ แม้เป็นแผ่นดินไทย แต่กลับอยู่ในเขตแดนที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากเมียนมา เช่น บริเวณเกาะทรายและวัดเกาะทราย.
นายวรายุทธกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมไทย-เมียนมาเมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย มีข้อตกลงให้ฝ่ายเมียนมาเป็นผู้รับผิดชอบการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก แม้ฝ่ายไทยจะมีความพร้อมในการดำเนินการ แต่ยังต้องรอการประสานและความเห็นชอบจากอีกฝ่าย.
จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานความมั่นคงได้เร่งประสานไปยังทางการเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ขอให้เร่งขุดลอกแม่น้ำสายให้ทันก่อนฤดูฝน แต่ที่ผ่านมาเมียนมายืนยันว่าจะเป็นผู้ดำเนินการเอง” นายอำเภอแม่สายกล่าวทิ้งท้าย