วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในสวนกาแฟ พร้อมเป็นประธานเปิดงาน “รณรงค์การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ” ณ ลานกิจกรรมบ้านแสนใหม่ หมู่ 19 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม.
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิกาในจังหวัดเชียงราย กำลังประสบปัญหาการระบาดของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ ซึ่งเข้าทำลายต้นกาแฟจนยืนต้นตายและไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยพบพื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหายรวม 7,643 ไร่ ขณะที่อำเภอแม่จันและอำเภอเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง รวมกว่า 2,000 ไร่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร.
กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการสะสมของศัตรูพืช โดยนำชีวภัณฑ์มาใช้ควบคู่กับการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน เพื่อลดและบรรเทาความเสียหาย พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรสามารถเฝ้าระวัง ป้องกัน และกำจัดด้วงหนวดยาวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่.
สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางป้องกันและกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะการเตรียมรับมือศัตรูพืชที่อาจเพิ่มจำนวนขึ้นในฤดูกาลถัดไป รวมถึงการสาธิตและดำเนินการฉีดพ่นชีวภัณฑ์เชื้อราเมตาไรเซียม เพื่อควบคุมและทำลายด้วงหนวดยาวที่สะสมอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยมุ่งให้เกษตรกรสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในสวนกาแฟของตนเองได้จริง และลดการพึ่งพาสารเคมี.
นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งรณรงค์และสร้างความรู้ในการป้องกันด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟให้แก่เกษตรกร พร้อมยืนยันว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่ละทิ้งพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ชายขอบ หากเกษตรกรมีปัญหาหรือความต้องการเพิ่มเติม สามารถสะท้อนมายังตนได้ และจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือโดยเร็ว.
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมีแนวคิดผลักดัน “บ้านแสนใหม่” ให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ โดยนำศักยภาพด้านการปลูกกาแฟ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของชุมชนมาต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน