
นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการขุดเจาะอุโมงค์รถไฟดอยหลวง ตามโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ อุโมงค์รถไฟดอยหลวง ตั้งอยู่พื้นที่บ้านห้วยช้างลอด ต.โชคชัย อ.ดอยหลวง มีความยาว 3.4 กิโลเมตร เป็น 1 ใน 4 ของอุโมงค์รถไฟทางคู่ของโครงการนี้ พาดผ่านพื้นที่ภูเขา ประกอบด้วย อุโมงค์สอง จังหวัดแพร่ ความยาว 1.2 กิโลเมตร อุโมงค์งาว จังหวัดลำปาง ความยาว 6.2 กิโลเมตร อุโมงค์แม่กา จังหวัดพะเยา ความยาว 2.7 กิโลเมตร รวมระยะทาง 13.5 กิโลเมตร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ "สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ” มีความคืบหน้าทั้งโครงการประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เร็วกว่ากำหนดประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ จะแล้วเสร็จทั้งระบบรางและระบบอาณัติสัญญาณประมาณปี 2571 สามารถเดินรถได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางของประชาชนและการขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศ ลดระยะเวลาเดินทางได้ รวมทั้งลดต้นทุนของการขนส่ง ในส่วนของอุโมงค์รถไฟดอยหลวง ความยาว 3.4 กิโลเมตร ขณะนี้ขุดเจาะไปแล้วประมาณ 350 เมตร ทั้งขาขึ้นและขาล่อง จะไปเชื่อมต่อกับระบบล้อที่ Hub ของขนส่งที่อำเภอเชียงของ(ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ) ข้ามแดนไปประเทศเพื่อนบ้านต่อไป
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323.10 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 72,835 ล้านบาท คาดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดใช้บริการได้ในปี 2571 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มาใช้ก่อสร้างทางลอดใต้ทางรถไฟ แบบโค้ง (Railway Arch culvert) มีลักษณะเป็นคอนกรีตหล่อเสริมเหล็กแบบสำเร็จรูปจากโรงงาน สามารถยกไปประกอบได้ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้าง ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ซีเมนต์ ตลอดโครงการจะมีการสร้างทางลอดใต้ทางรถไฟแบบเดียวกัน ประมาณ 37 แห่ง ในพื้นที่สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว จำนวน 21 แห่ง สัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย จำนวน 8 แห่ง และสัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ อีก 8 แห่ง
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศไทย โดยมีจุดเริ่มต้นที่สถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่ มุ่งไปทางทิศเหนือผ่านพื้นที่ 59 ตำบล 17 อำเภอ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เมื่อก่อสร้างเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางให้แก่ผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า สามารถลดระยะเวลาเดินทางเมื่อเทียบกับรถยนต์ได้กว่า 1-1.30 ชั่วโมง ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ กับกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และเป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้าออกสู่ทะเลทางท่าเรือแหลมฉบัง อีกด้วย